โรคโลหิตจางกับอาหารช่วยบรรเทา

โรคโลหิตจาง (anemia) เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในเพศหญิง และมีโอกาสในการเกิดอาการต่างๆ เช่น ความเหนื่อยล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการปวดหัว ผิวหนังซีด และสูญเสียความทรงจำ ผู้คนจึงควรตระหนักถึงโรคโลหิตจางและอาการของมันอย่างจริงจัง และเพื่อรับมือกับอาการของโรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจาง คืออะไร?
โรคโลหิตจาง เป็นอาการที่เลือดไม่สามารถผลิตฮีโมโกลบินหรือเซลล์เม็ดเลือดแดงได้อย่างเพียงพอ ฮีโมโกลบินเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์เม็ดเลือดแดง ที่มีหน้าที่ในการขนส่งออกซิเจน ดังนั้น หากคุณมีภาวะโลหิตจาง เซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเราจะไม่สามารถรับออกซิเจนได้เพียงพอ จะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย ผิวหนังซีด และหายใจไม่ออก

ประเภทของโรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจางมีหลากหลายประเภท ได้แก่

  • โรคทางกรรมพันธุ์ เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (thalassemia) โรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell) โรคโลหิตจางชนิดร้ายแรง (pernicious anemia)
  • การดูดซึมผิดปกติ เช่น โรคโลหิตจางจากการขาดกรดโฟลิก (megaloblastic anemia) การขาดสารอาหาร เช่น ภาวะขาดวิตามิน ภาวะขาดธาตุเหล็ก

สมุนไพรสำหรับโรคโลหิตจาง

  • ผักกาดส้ม
    เพราะความสามารถอันยอดเยี่ยมในการเพิ่มระดับฮีโมโกลบินได้อย่างรวดเร็ว ผักกาดส้ม (Yellow Dock) จึงเป็นสมุนไพรที่ได้รับการแนะนำอย่างมากในการรักษาโรคโลหิตจาง ผักกาดส้มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บธาตุเหล็กของตับ จึงกลายเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคโลหิตจาง โดยทั่วไป สมุนไพรชนิดนี้จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จึงเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยมากๆ นอกจากนี้ ผักกาดส้มยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กจำนวนมาก คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของมันได้โดยการผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ อย่างเช่น ดอกโคลเวอร์แดง หรือดอกโบตั๋น

 

  • ถั่วอัลฟัลฟา
    ถั่วอัลฟัลฟา (Alfalfa) สามารถเพิ่มปริมาณเลือดของคุณ เพราะมีจำนวนของโฟโตเคมีคัล (photo-chemical) อยู่จำนวนมาก ถั่วอัลฟัลฟายังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กจำนวนมาก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ป่วยโลหิตจาง ผู้คนมักจะใช้ถั่วชนิดนี้ลงไปในแซนด์วิช สลัด หรือแม้กระทั่งใช้ทำอาหาร

 

  • มะขามป้อม
    มะขามป้อมเป็นแหล่งรวมวิตามิน ซี จำนวนมาก และเป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามิน ซี มีบทบาทสำคัญมากต่อการดูดซึมธาตุเหล็กในเลือด คุณสามารถเพิ่มรสชาติของน้ำมะขามป้อมได้ด้วยการใส่น้ำผึ้งลงไป

 

  • แดนดิไลออน และรากโกโบ
    ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลหากนำแดนดิไลออน (Dandelion) และรากโกโบ (Burdock root) มาใช้ร่วมกัน ความสามารถที่ได้จากการผสมผสาน 2 สิ่งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร และเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการบรรเทาโรคโลหิตจาง โดยเฉพาะกับโรคโลหิตจางที่ขาดแคลนธาตุ B12 โรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก

โรคโลหิตจางโดยทั่วไปมีสาเหตุเกิดจากการขาดแคลนธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการผลิตฮีโมโกลบิน ซึ่งสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ ตับ ผักใบเขียวเข้ม นอกเหนือจากการเพิ่มธาตุเหล็กลงไปในอาหาร คุณยังสามารถใช้สมุนไพรที่เป็นตัวสนับสนุนสำคัญในการจัดการกับโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก พืชตระกูลส้มที่อุดมไปด้วย วิตามิน ซี ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาการดูดซึมธาตุเหล็กได้มากขึ้น ในบรรดาพืชตระกูลส้ม น้ำมะนาวจัดว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในเรื่องนี้ ต้นเนตเทิล (nettle) นอกเหนือจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ยังอุดมไปด้วยวิตามิน เอ บี และเค วิตามินเหล่านี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาระบบดูดซับธาตุเหล็กของร่างกายให้ดีขึ้น เนื่องด้วยรสชาติที่ดี บวกกับการอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก จึงทำให้อะโวคาโดกลายมาเป็นตัวเลือกที่ดีในการรักษาโรคโลหิตจาง

เป็นโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปีและมีวิธีการรักษาโรคตับแข็งได้อย่างไร

เป็นโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปีและมีวิธีการรักษาโรคตับแข็งได้อย่างไร

โดยพื้นฐานแล้วโรคตับแข็งไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ แต่เป็นการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงกว่าเดิม และไม่ให้มีภาวะโรคอื่นแทรกซ้อนเข้ามาเพิ่ม เพราะเมื่อตับถูกทำลายไปแล้วเป็นไปได้ยากที่จะสามารถฟื้นฟูตัวเองกลับมาเป็นปกติได้ ดั้งนั้นการรักษาที่ถูกต้นควรหาสาเหตุต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคตับ ทั้งนี้วิธีการรักษาอาจจะต้องดูตามสถานการณ์ของอาการ สาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดโรค บางรายที่เป็นโรคตับระยะรุนแรงแล้ว อาจจะต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล หากเป็นในช่วงแรกอาจจะต้องได้รับการรักษาโดยควบคุมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันดังนี้

  1. หยุดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮออล์ทุกชนิด เนื่องจากทราบกันดีอยู่แล้วว่าแอลกอฮอลล์เป็นสาเหตุที่ทำให้เนื้อเยื่อตับถูกทำลายได้มากที่สุด ผู้ป่วยร้อยละ 70% ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับแข็งมักจะเกิดจากการดื่มแอลกอฮอลล์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆหลายปี ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคตับแข็งและเสียชีวิตมากที่สุด โดยผู้ป่วยต้องงด ได้รับการรักษาหรือเข้ารับการบำบัดอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการลงแดง หรืออยากดื่ม ต้องค่อยๆลดปริมาณในช่วงแรกไปจนถึงเลิกดื่มถาวร
  2. รับประทานยาเพื่อช่วยควบคุมโรคไวรัสตับอักเสบ โดยเมื่อได้ไปพบแพทย์ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี แพทย์จะมีการจ่ายยาประเภท สเตียรอยด์หรือยาต้านไวรัส เพื่อช่วยไม่ให้เซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้น และลงจำนวนของไวรัสให้ลดลง
  3. ลดน้ำหนัก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่า ภาวะไขมันเกาะที่ตับนั้นไม่ได้มีสาเหตุจากการดื่มสุรา ควรออกกำลังกายบ่อยๆ เพื่อลดไขมันและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้น้อยลง นอกจากจะช่วยป้องกันการเกิดโรคตับแล้วยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคอื่นๆได้อีกด้วย

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้วอาจมีการดูแลรักษาโรคตับอื่นๆอีก หากใครมีผู้ป่วย ญาติ คนใกล้ชิดที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็งอยู่นี้ ควรได้รับคำปรึกษาอย่างถูกต้องรวมไปถึงข้อมูลต่างๆที่จะช่วยไม่ให้เกิดโรคตับแข็งได้