4 เทคนิค “ลดหุ่น” ง่ายๆ

4 เทคนิค “ลดหุ่น” ง่ายๆ

1. ลดรับประทานเค็ม

ต่อให้รับประทานอาหารลดลงแล้ว แต่ถ้ายังรับประทานอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเค็ม เพราะเสี่ยงน้ำหนักลงยากขึ้น ด้วยเหตุว่าโซเดียมทำให้ตัวบวม โซเดียมที่สะสมอยู่ภายในร่างกายมากจนเกินความจำเป็นในจำนวน 400 มก. ทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้นกว่า 1 โล เลยทีเดียว ด้วยเหตุดังกล่าวคนใดที่ตั้งจิตใจจะลดหุ่นด้วยการกินตำส้มปูปลาร้า ยำต่างๆ โปรดระวังการปรุงรสด้วย อย่าแต่งรสจัดจ้านมากไป นอกเหนือจากนั้น การกินรสเค็มมากๆ ยังเป็นการเพิ่มระดับเกรลิน (ฮอร์โมนหิว) เลยอาจจะส่งผลให้พวกเรายิ่งเจริญอาหารมากยิ่งกว่าเดิมได้อีกด้วย ต้องการจะชี้แนะให้ลดการปรุงรสของกิน ไม่ใช่แค่รสเค็ม รวมทั้งรสหวาน (น้ำตาล) และก็มัน (จากไขมันไม่ดี) ด้วย

2. เน้นย้ำโปรตีนดี ไขมันดี แป้งเชิงซ้อน รวมทั้งใยอาหารสูง

ตอนลดหุ่น นอกเหนือจากที่จะจำกัดจำนวนของกินที่กินแล้ว ควรจะย้ำไปที่ของกินชนิดโปรตีนดี (ไขมันจากสัตว์น้อย อย่างพวก อกไก่ ไข่ขาว เนื้อปลาเลาะหนัง ถั่วต่างๆ) ไขมันดี (น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอก อะโวคาโด) แป้งเชิงซ้อน (ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท) พวกใยอาหารสูง (เมล็ดพืชต่างๆ ผักผลไม้สด ไม่คั้นแยกกาก) รวมทั้งอย่าลืมว่าจำเป็นต้องรับประทานให้ครบ 5 กลุ่มทุกมื้อ

3. ทานอาหารให้ตรงเวลา

ต้องการให้ลืมหัวข้อการแบ่งมื้อของกินออกเป็นหลายๆ มื้อ เพื่อให้ท้องอิ่มอยู่เสมอ เพราะว่าในความเป็นจริงแล้วการปลดปล่อยให้ร่างกายไปสู่โหมด fasting หรือไม่กินอาหารบ้าง จะมีผลดีต่อสถาพทางร่างกายได้มากกว่า รวมทั้งตอนที่ลดความอ้วนด้วย ด้วยเหตุนี้การกินให้ตามกำหนด ไม่มีมื้อย่อย มื้อของกินเล่น มื้อสาย หรือมื้อดึกดื่น จะช่วยทำให้ลดหุ่นได้เร็วมากยิ่งกว่าเดิมกว่า

4. บริหารร่างกายอีกทั้งคาร์ดิโอ รวมทั้งเวทเทรนนิ่ง

คนไม่ใช่น้อยที่กำลังลดความอ้วนบางทีอาจจะวิ่ง ขี่จักรยาน ว่าย หรือเต้นแอโรบิคเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งเป็นการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินของร่างกายออกไปอย่างสำเร็จ แม้กระนั้นที่จริงแล้วถ้าต้องการบริหารร่างกายด้วยคาร์ดิโออย่างมีคุณภาพ สามารถเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น แม้ว่าจะใช้เวลาเหมือนเดิม ต้องบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งพร้อมๆกันด้วย เพื่อสร้างเสริมกล้ามให้แข็งแรง สามารถคาร์ดิโอเจริญเพิ่มขึ้น ดังเช่น กล้ามเนื้อขาแข็งแรง หัวใจแข็งแรง ก็จะสามารถวิ่งได้นานขึ้น ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ หรือแอโรบิคได้นานขึ้นนั่นเอง

สิ่งจำเป็นที่สุดของการลดความอ้วน คือ การมีวินัยในตนเอง ทำให้ได้แบบเดิมเรื่อยๆ นานๆไม่ใจอ่อนเผลอทานอาหารพลังงานสูง หรือเว้นจากการบริหารร่างกายไปนานๆ และก็จำต้องให้เวลากับการลดความอ้วน อย่าใจร้อน ไม่สมควรน้ำหนักลดเกิน 1 กิโลต่ออาทิตย์ และไม่เกิน 4 โลต่อเดือน เพราะว่าถ้าเกิดน้ำหนักน้อยลงเร็วทันใจเหลือเกิน จะทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย แล้วก็ยังมีการเสี่ยงที่น้ำหนักจะกลับมาเหมือนเดิม หรือมากยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากการเผาพลังงานภายในร่างกายแปรปรวนไปได้อีกด้วย

การรักษาเส้นเอ็นไหล่ฉีก

ภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด สามารถสรุปสาเหตุใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ การฉีกขาดจากการเกิดอุบัติเหตุ และการฉีกขาดจากการเสื่อมสภาพ การฉีกขาดที่เกิดจากความเสื่อมของเส้นเอ็นหรือภาวะหินปูนในข้อไหล่ อาการปวดจะค่อยเป็นค่อยไป ตอนแรกอาจปวดไม่มากหรือหายไปเอง ต่อมาอาการปวดอาตรุนแรงขึ้นหรือถี่ขึ้น มีความยากลำบากในการใช้งานมากขึ้นหรือไหล่ติดมากขึ้น และมีอาการปวดตอนนอนตะแคงมากขึ้น

การตรวจวินิจฉัย
ในการรักษาผู้ป่วยเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดสิ่งที่แพทย์จะทำเมื่อผู้ป่วยมาพบ คือ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และ อาจทำเอ็กซ์เรย์หรือMRI (เอ็กซ์เรย์แม่เหล็กไฟฟ้า) ซึ่งเป็นอันที่สามารถดูเส้นเอ็น Rotator cuff ได้เป็นอย่างดี
การรักษา
ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยมีอการปวดรุนแรงถึงขั้นไหน และอาการของภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด ณ ตอนมาพบแพทย์นั้นมีลักษณะความหนักเบาถึงขั้นไหน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา รวมถึงการปฏิบัติตัว ดูแลตัวเอง รวมถึงรบกวนการใช้งานของไหล่ในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้การรักษาอาจแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

1.การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
สำหรับผู้ป่วยที่พึ่งเริ่มมีอาการหรือลักษณะอาการยังไม่หนักหนาสาหัส สามารถรักษาโดยการให้ยาได้ โดยรับประทานยาพร้อมๆ กับการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูไหล่ให้มีการใช้งาน ทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น ร่วมกับการพักไหล่และปรับปรุงการใช้งานของไหล่ ประมาณ50% ของผู้ป่วยในกลุ่มที่มีเส้นเอ็นฉีกขาดบางส่วนจะดีขึ้นและสามารถกลับไปใช้งานไหล่ได้อย่างปกติหรือใกล้เคียงปกติ บางครั้งแพทย์อาจใช้วิธีฉีดยา (ยาสเตียรอยด์หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตีรอยด์) เข้าไปที่ข้อไหล่ถ้ารักษาโดยยารับประทานและ/หรือกายภาพแล้วยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ข้อดีของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
เหตุผลที่สำคัญของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด คือ ป้องกันความเสี่ยงหลังการผ่าตัดไม่ว่าจะเป็นภาวะติดเชื้อ ภาวะไหล่ติด ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยา ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยในการผ่าตัดแบบส่องกล้องเย็บกรอหินปูนและเย็บซ่อมอมเส้นเอ็นหัวไหล่ ซึ่งผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการผ่าตัดก็ไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะเหล่านี้ ในความเป็นไปได้ในการรักษาก็อาจจะมีมากกว่า

ข้อเสียของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
คือขนาดของเส้นเอ็นที่ฉีกขาดอาจขยายขนาดใหญ่ขึ้น อาจมีการจำกัดการใช้งานในบางท่า กำลังของการใช้งานอาจลดลง

2.การรักษาโดยการผ่าตัด
การรักษาโดยการผ่าตัดอาจเป็นการักษาในขั้นสุดท้าย สำหรับผู้ที่เป็นมานานและอาการสาหัส หรือในผู้ที่รักษาแบบไม่ผ่าตัดมานานแล้วแต่ก็ไม่หายสักที โดยแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ยังต้องใช้งานไหล่มากหรือนักกีฬาที่ต้องใช้ไหล่ หรือผู้ป่วยอุบัติเหตุและมีภาวะเส้นเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย

ปัจจุบันการผ่าตัดใช้วิธีส่องกล้องเย็บซ่อมเส้นเอ็นไหล่และ/หรือกรอหินปูน จะให้ผลการรักษาที่ค่อนข้างดีมาก ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดน้อย ผู้ป่วยสามารถเริ่มกายภาพหลังผ่าตัดได้อย่างรวดเร็วคือหลังผ่าตัดในวันรุ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการรักษาในผู้ที่ไม่ต้องการปล่อยให้เรื้อรัง ทั้งนี้ขึ้นอยุ่กับแพทย์และความต้องการของผู้ป่วยในการรักษาด้วย

กินของร้อนมากๆ เสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารจริงหรือ?

มะเร็งหลอดอาหาร เกิดขึ้นได้อย่างไร?
โรคมะเร็ง เมื่อพูดถึงโรคนี้ เชื่อว่าหลายคงคงทราบกันว่าเกิดจากร่างกายเรามีความผิดปกติเกิดขึ้น สิ่งผิดปกติที่เกิดหรือเป็นขึ้นมาเอง โดยทั้งนี้ไม่ได้มีสาเหตุที่ชัดเจนเลยว่าเพราะอะไรถึงเป็นโรคมะเร็ง เพียงแต่พฤติกรรมบางอย่างของเรานั่นเองที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงหลายๆ อย่างในการเป็นมะเร็ง ดังนั้นจึงตอบคำถามของสาเหตุที่เป็นมะเร็งอย่างแน่ชัดไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ สาเหตุมาได้จากหลากหลายปัจจัย

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลอดอาหาร

– ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่อย่างหนัก เป็นระยะเวลานาน

– บริโภคอาหารบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น อาหารที่มีสารไนโตรซามีน อย่างอาหารประเภทเนื้อ อาหารที่ใส่สารกันบูด อาหารประเภทย่าง หรือเครื่องปรุงรสอย่างพริก และพริกไทย

– เป็นผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุภายในหลอดอาหารเกิดอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เซลล์ผิดปกติจนเกิดเป็นมะเร็งได้

– ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในหลอดอาหาร

– เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุหลอดอาหารอย่างรุนแรง จากการกระทำ เช่น กลืนน้ำยาล้างห้องน้ำ กลืนน้ำกรด น้ำด่าง

– รับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ และแร่ธาตุน้อย

– อยู่ในภาวะอ้วน

และสาเหตุอื่นๆ

อาการของมะเร็งหลอดเลือดอาหาร

1. เริ่มรู้สึกว่าเมื่อรับประทานอาหารที่มีลักษณะแข็งแล้วรู้สึกฝืดเคืองที่คอ กลืนไม่ค่อยได้ อาหารแข็ง เช่น ไก่ย่าง หมูทอด ผลไม้ต่างๆ

2. เริ่มมีความรู้สึกว่าเวลากลืนอาหารทำไมลำบาก กลืนได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารแข็ง หรือเหลว

3. อาจจะกลืนอะไรไม่ค่อยลง จนทำให้ต้องขย้อน หรืออาเจียนออกมา

4. ทานอะไรไม่ลง น้ำหนักเริ่มลด ร่างกายซูบผอม อ่อนเพลีย เพราะขาดอาหาร

5. อาจพบอาการข้างเคียงอาการแทรกซ้อนเพิ่มเติม เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดหัว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ ไอ หรือเจ็บบริเวณกระดูกหน้าอก หรือในลำคอ เป็นต้น

ดังนั้น ในการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ยังคงร้อนอยู่ อาจจะไม่ได้มีผลถึงกับทำให้เป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารหรือหลอดอาหารเป็นแผล แต่หากอาหารร้อนมากเกินไป อาจส่งผลกระทบอวัยวะส่วนอื่นได้ โดยอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณปากได้รับบาดเจ็บจนเป็นแผล เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดก็ควรจะรับประทานอาหารที่มีความร้อนเหมาะสม ไม่ลวกปาก ลวกลิ้นจนพองกันบ่อยๆ ดีกว่าค่ะ

โรคโลหิตจางกับอาหารช่วยบรรเทา

โรคโลหิตจาง (anemia) เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในเพศหญิง และมีโอกาสในการเกิดอาการต่างๆ เช่น ความเหนื่อยล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการปวดหัว ผิวหนังซีด และสูญเสียความทรงจำ ผู้คนจึงควรตระหนักถึงโรคโลหิตจางและอาการของมันอย่างจริงจัง และเพื่อรับมือกับอาการของโรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจาง คืออะไร?
โรคโลหิตจาง เป็นอาการที่เลือดไม่สามารถผลิตฮีโมโกลบินหรือเซลล์เม็ดเลือดแดงได้อย่างเพียงพอ ฮีโมโกลบินเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์เม็ดเลือดแดง ที่มีหน้าที่ในการขนส่งออกซิเจน ดังนั้น หากคุณมีภาวะโลหิตจาง เซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเราจะไม่สามารถรับออกซิเจนได้เพียงพอ จะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย ผิวหนังซีด และหายใจไม่ออก

ประเภทของโรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจางมีหลากหลายประเภท ได้แก่

  • โรคทางกรรมพันธุ์ เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (thalassemia) โรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell) โรคโลหิตจางชนิดร้ายแรง (pernicious anemia)
  • การดูดซึมผิดปกติ เช่น โรคโลหิตจางจากการขาดกรดโฟลิก (megaloblastic anemia) การขาดสารอาหาร เช่น ภาวะขาดวิตามิน ภาวะขาดธาตุเหล็ก

สมุนไพรสำหรับโรคโลหิตจาง

  • ผักกาดส้ม
    เพราะความสามารถอันยอดเยี่ยมในการเพิ่มระดับฮีโมโกลบินได้อย่างรวดเร็ว ผักกาดส้ม (Yellow Dock) จึงเป็นสมุนไพรที่ได้รับการแนะนำอย่างมากในการรักษาโรคโลหิตจาง ผักกาดส้มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บธาตุเหล็กของตับ จึงกลายเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคโลหิตจาง โดยทั่วไป สมุนไพรชนิดนี้จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จึงเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยมากๆ นอกจากนี้ ผักกาดส้มยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กจำนวนมาก คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของมันได้โดยการผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ อย่างเช่น ดอกโคลเวอร์แดง หรือดอกโบตั๋น

 

  • ถั่วอัลฟัลฟา
    ถั่วอัลฟัลฟา (Alfalfa) สามารถเพิ่มปริมาณเลือดของคุณ เพราะมีจำนวนของโฟโตเคมีคัล (photo-chemical) อยู่จำนวนมาก ถั่วอัลฟัลฟายังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กจำนวนมาก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ป่วยโลหิตจาง ผู้คนมักจะใช้ถั่วชนิดนี้ลงไปในแซนด์วิช สลัด หรือแม้กระทั่งใช้ทำอาหาร

 

  • มะขามป้อม
    มะขามป้อมเป็นแหล่งรวมวิตามิน ซี จำนวนมาก และเป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามิน ซี มีบทบาทสำคัญมากต่อการดูดซึมธาตุเหล็กในเลือด คุณสามารถเพิ่มรสชาติของน้ำมะขามป้อมได้ด้วยการใส่น้ำผึ้งลงไป

 

  • แดนดิไลออน และรากโกโบ
    ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลหากนำแดนดิไลออน (Dandelion) และรากโกโบ (Burdock root) มาใช้ร่วมกัน ความสามารถที่ได้จากการผสมผสาน 2 สิ่งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร และเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการบรรเทาโรคโลหิตจาง โดยเฉพาะกับโรคโลหิตจางที่ขาดแคลนธาตุ B12 โรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก

โรคโลหิตจางโดยทั่วไปมีสาเหตุเกิดจากการขาดแคลนธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการผลิตฮีโมโกลบิน ซึ่งสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ ตับ ผักใบเขียวเข้ม นอกเหนือจากการเพิ่มธาตุเหล็กลงไปในอาหาร คุณยังสามารถใช้สมุนไพรที่เป็นตัวสนับสนุนสำคัญในการจัดการกับโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก พืชตระกูลส้มที่อุดมไปด้วย วิตามิน ซี ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาการดูดซึมธาตุเหล็กได้มากขึ้น ในบรรดาพืชตระกูลส้ม น้ำมะนาวจัดว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในเรื่องนี้ ต้นเนตเทิล (nettle) นอกเหนือจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ยังอุดมไปด้วยวิตามิน เอ บี และเค วิตามินเหล่านี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาระบบดูดซับธาตุเหล็กของร่างกายให้ดีขึ้น เนื่องด้วยรสชาติที่ดี บวกกับการอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก จึงทำให้อะโวคาโดกลายมาเป็นตัวเลือกที่ดีในการรักษาโรคโลหิตจาง

รับมืออย่างไร กับ โรคกรดไหลย้อน

คนไทยคุ้นเคยกันดีกับโรคกระเพาะอาหาร ฉะนั้นเมื่อเกิดอาการ “เรอเปรี้ยว หรือมีรสขมในปาก ปวดแสบร้อนในช่องท้องส่วนบน ปวดบริเวณหน้าอก” ก็จะคิดไว้ก่อนว่านั่นเป็นอาการของโรคกระเพาะอาหาร ทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะเป็น “โรคกรดไหลย้อน จากกระเพาะสู่หลอดอาหาร (Gastro esophageal Reflux Disease : GERD)”

“โรคกรดไหลย้อน” เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยของที่ไหลย้อนส่วนใหญ่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนน้อยอาจเป็นด่างจากลำไส้เล็ก โดยอาจมีหรือไม่มีหลอดอาหารอักเสบก็ได้

ผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอาการแสบยอดอก เรอเปรี้ยว ภาวะนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบหรือเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง จนทำให้ปลายหลอดอาหารตีบ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหารได้ บางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

“แต่เท่าที่พบผู้ป่วยบางรายไม่ได้มาด้วยอาการแสบยอดอก เรอเปรี้ยว แต่มาหาหมอด้วยอาการของโรคหู คอ จมูก เช่น ไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง มีกลิ่นปาก หรืออาจมาด้วยอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด บางรายก็มาด้วยอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งเมื่อวินิจฉัยแล้วไม่พบโรคอื่น ก็จะส่งมาที่แผนกและส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน”

โรคกรดไหลย้อน มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ลักษณะของโรคคือการที่มีกรดไหลย้อนขึ้นจากกระเพาะอาหารมาที่หลอดอาหาร โรคกรดไหลย้อนมักพบได้จากการที่มีการอักเสบของหลอดอาหาร โรคกรดไหลย้อน ซึ่งมีผลกระทบได้ในทุกช่วงอายุ และวิถีชีวิตในแถบยุโรป พบได้ในผู้ใหญ่ ประมาณ 20-40% ซึ่งอาการที่พบเป็นประจำคืออาการแสบยอดอก

โรคกรดไหลย้อนจะพบได้มากใน ทุกกลุ่มอายุ แต่ที่พบมาก และมักจะมีอาการรุนแรงจะเป็นกลุ่มคนอ้วน ยิ่งกลุ่มคนที่สูบบุหรี่ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น

อาการของโรคจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอาการนอกหลอดอาหารจะมีอาการเจ็บคอเรื้อรัง ซึ่งหากเจ็บคอเรื้อรังแต่หาสาเหตุไม่พบส่วนใหญ่ 70% จะเป็นโรคกรดไหลย้อน ส่วนที่มีอาการในหลอดอาหารจะมีการอักเสบ

การวินิจฉัยโรค ไม่แนะนำให้ใช้วิธีส่องกล้อง ยกเว้นในรายที่มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง ถ่ายอุจจาระสีดำ เพราะการส่องกล้องจะวินิจฉัยได้เพียง 10-30% เท่านั้น หากรักษาด้วยการใช้ยารักษา ซึ่งใช้ดีที่สุดในกลุ่มคนไข้ที่มีการอักเสบของหลอดอาหาร หากให้ยาแล้ว 2 สัปดาห์อาการดีขึ้นก็ให้สันนิษฐานว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน

“การปรับพฤติกรรมการกิน การนอน จะสามารถช่วยรักษาได้ 20% แต่หากใช้ยาในการรักษาจะหายได้ 80-100% คนไทยจะพบโรคนี้ประมาณ 7.4% ซึ่งมากกว่าเบาหวานซึ่งจะพบแค่ 4% ของประชากรเท่านั้น แต่ผู้ที่มีโรคนี้ประมาณ 40% จะไม่กระทบกับการดำเนินชีวิตประจำวัน” แต่หากรักษาด้วยยาไม่ได้ผลก็จะใช้วิธีการผ่าตัดด้วยการ “ผูกหูรูดกระเพาะอาหาร” เพื่อไม่ให้กรดไหลย้อน แต่การผ่าตัดต้องใช้ฝีมือศัลยแพทย์มือหนึ่ง ซึ่งมีแพทย์ที่ทำได้ไม่มากนักในเมืองไทย

ให้เราคิดว่าเราแบ่งภาวะที่มีการไหลย้อนจากกระเพาะอาหารเข้าหลอดอาหารนี้เป็น 3 ระดับหรือ 3 กลุ่ม

  • ระดับแรก เป็นระดับที่อ่อนที่สุด คือเป็นบ้างไม่เป็นบ้าง หรือนานๆเป็นทีแล้วก็หายไป มีภาวะไหลย้อนนิดหน่อย ไม่มีอาการอะไรที่รบกวนสุขภาพ ซึ่งถือว่าเป็นความปกติของร่างกาย อย่างนี้เรียกว่า GER
  • ระดับที่สอง คือเกิดภาวะไหลย้อนเข้าสู่หลอดอาหารเฉพาะบริเวณใกล้ๆกับกระเพาะอาหาร มีอาการที่รบกวนสุขภาพ อย่างนี้เรียกว่า GERD
  • ระดับที่สาม คือเกิดภาวะไหลย้อนที่รุนแรงคือไหลเข้าสู่หลอดอาหารย้อนขึ้นมาจนถึงคอ อย่างนี้เรียกว่า LPR

สำรวจความพร้อมก่อนเลิกเหล้า

หยุดเหล้า เราทำได้

วัดระดับความพร้อมในการเลิกเหล้าของคุณ มาเลิกดื่มเหล้ากันเถอะ นักดื่มจำนวนมากยอมรับว่าเคยพยายามลด เลิกดื่มแอลกอฮอล์แต่ล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จจนในที่สุดอาจล้มเลิกความพยายามที่จะเลิกดื่ม

ข้อเท็จจริง
จากการสำรวจประชากรไทยอายุ 15-60 ปี มีปัญหาการดื่มสุรามากถึง 5 ล้านคน (เป็นเยาวชนประมาณ 1 ล้านคน) ทั้งนี้ที่น่าเป็นห่วงพบว่ามีผู้ติดสุราเข้ารับการบำบัดรักษาเพียง 2% เท่านั้น แม้การดื่มแอลกอฮอล์จะนำมาซื่งปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น ตับแข็ง ตับอักเสบ สมองเสื่อม การงานเสียหาย ผลกระทบต่อการเงิน ครอบครัวและสังคมก็ยังมีนักดื่มจำนวนมากที่ยังคงดื่มอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การติดเหล้า

มาเลิกดื่มเหล้ากันเถอะ
เพราะเราเข้าใจว่าการเลิกดื่มทำได้ยาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เราเชื่อว่าคุณทำได้ ด้วยกระบวนการอดเหล้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ปลอดภัยด้วยมาตรฐานการดูแลบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนกำลังใจจากคนรอบข้างและครอบครัว คุณจะสามารถควบคุมการดื่มได้มากขึ้น สุขภาพดีขึ้น และสามารถเลิกเหล้าได้ในที่สุด

เริ่มวันนี้ เพื่อคนที่คุณรักและตัวคุณเอง

คุณดื่มมากเกินไปหรือเปล่า

  • ชาย ไม่ควรดื่มเกิน 4 แก้วต่อวัน ไม่ดื่มเลยสัปดาห์ละ 2 วัน
  • หญิง ไม่ควรดื่มเกิน 2 แก้วต่อวัน ไม่ดื่มเลยสัปดาห์ละ 2 วัน
  • หญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคบางโรคและผู้ติดแอลกอฮอล์ ไม่ควรดื่มเลย

ถ้าดื่มน้อยลงจะเกิดผลดีอย่างไร

  • สุขภาพดีขึ้น ผิวพรรณดีดูเป็นหนุ่มเป็นสาวขึ้น
  • ตับที่ทรุดโทรมได้มีโอกาสฟื้นฟูสภาพ
  • สมาธิ ความคิด ความจำดีขึ้น
  • ลดความเสี่ยงต่อโรคร้าย เช่น โรคหัวใจ ตับแข็ง ความดันโลหิตสูง มะเร็งเป็นต้น
  • ประหยัดและมีเงินเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่คุณต้องการ
  • ครอบครัวอบอุ่นไม่ทะเลาะกัน
  • เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหลานและสังคม
  • คุณจะรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง

มะเร็งเต้านมโรตที่ผู้หญิง ต้องเรียนรู้

เนื่องจากโรคนี้เป็นสาเหตุหลักที่คร่าชีวิตสตรีวัยระหว่าง 35-54 ปีไปอย่างมากทีเดียว ดังนั้น วันนี้เราจึงมี 6 วิธีเพื่อช่วยผู้หญิงป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านมมาฝากกันค่ะ

1. ตรวจมะเร็งเต้านมเป็นประจำ
ควรหมั่นตรวจเต้านมด้วยตัวคุณเองเป็นประจำทุกเดือนและควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์ทุก 3 ปี หลังจากที่อายุ 40 ปีขึ้นไป หรือสามารถตรวจได้เร็วกว่านั้นหากคนภายในครอบครัว เช่น มารดา พี่สาวหรือน้องสาวเคยป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม โดยควรไปตรวจเต้านมและทำแมมโมแกรมเป็นประจำทุกปี

ในการตรวจแมมโมแกรมจะสามารถตรวจหาสิ่งผิดปกติในเนื้อเยื่อของเต้านมพบได้ แต่ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งเต้านมได้แนะว่าควรไปตรวจกับทางโรงพยาบาลหรือคลีนิกที่เชี่ยวชาญด้านแมมโมแกรมเฉพาะด้านจะดีที่สุด

นอกเหนือจากการตรวจแมมโมแกรมแล้วในด้านทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีการค้นพบการตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยวิธีอื่น

หากก็มีผู้เชี่ยวชาญบางท่านให้การโต้แย้งว่าการทำแมมโมแกรมบ่อยครั้งก็อาจเกิดความเสี่ยงอันตรายอันเนื่องมาจากรังสีสะสมภายในร่างกายก็เป็นได้เช่นกัน ดังนั้น การดูแลสุขภาพและหมั่นตรวจด้วยตนเองเป็นระยะเรื่อยๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ น่าจะเป็นหนทางป้องกันเพื่อรับมือได้ดีที่สุด

2. ควบคุมน้ำหนักไม่ให้สูงเกินไป
สำหรับผู้ที่เข้ารับการทำแมมโมแกรมเพื่อตรวจหาสิ่งผิดปกติของมะเร็งเต้านม หากมีน้ำหนักตัวที่ดีต่อสุขภาพย่อมช่วยเพิ่มความแน่นอนของการทำแมมโมแกรมให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้นได้ อีกทั้งยังมีโอกาสลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมได้ดีอีกด้วย

โดยองค์การอนามัยโลกให้ข้อมูลไว้ว่า 1 ใน 5 หรือ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมโดยส่วนใหญ่มักมีความเกี่ยวข้องกับการมีน้ำหนักตัวสูงกว่ามาตรฐาน และทางสถาบันวิจัยโรคมะเร็งของอเมริกา (American Institute for Cancer Research-AICR)

ได้เน้นศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างโรคมะเร็งกับโภชนาการพบว่า ความสัมพันธ์ของน้ำหนักตัวกับการเกิดมะเร็งเต้านมมีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงในกลุ่มสตรีวัยหลังหมดประจำเดือนแล้ว แม้รังไข่จะหยุดสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้วก็ตาม

แต่เซลล์ไขมันก็ยังคงผลิตออกมาเรื่อยๆ อีกทั้งยังมีการหลั่งฮอร์โมนเพื่อเข้าสู่กระแสเลือดจึงกลายเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จะกระตุ้นความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมให้เพิ่มมากขึ้นได้

ดังนั้น ผู้หญิงในวัยนี้จึงไม่ควรปล่อยตัวให้อ้วนเผละหรือมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานที่กำหนด และหากต้องลดน้ำหนักก็ควรเน้นลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตลงแต่หันมารับประทานอาหารที่ให้โปรตีนอย่างเนื้อสัตว์ไร้ไขมันเพิ่มแทนมากขึ้นจะดีกว่า เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารอิ่มท้องเร็วและอิ่มนานขึ้นอีกทั้งช่วยลดน้ำหนักไปในตัวพร้อมกันได้ด้วย

3. รับประทานอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ
การรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพล้วนช่วยต่อต้านและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้ เช่น เนื้อปลา ผัก ผลไม้และอาหารธัญพืชที่ไม่ขัดสีหรือมีการขัดสีน้อยก็ล้วนมีผลในการต่อต้านมะเร็งเต้านมได้ดีเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารจำพวกถั่วเหลือง เมล็ดแฟล็กซ์และน้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์ยังสามารถช่วยรักษาระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนให้อยู่ในระดับคงที่ดีที่เป็นผลดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย

เมลานี โพล์ค, R.D. ผู้อำนวยการด้านการศึกษาของ AICR ได้กล่าวไว้ว่า “การรับประทานอาหารจากพืชธรรมชาติเป็นหลักจะทำให้ร่างกายได้รับสารไฟโตเคมิคัลที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้”

นอกเหนือจากนี้แล้ว สาวๆ ควรรับประทานผักผลไม้ให้ได้สองในสามจากอาหารมื้อหลักที่ทานประจำ และทานเนื้อสัตว์เพียงหนึ่งในสามเช่นกัน เพราะการทานอาหารที่ดีต้องอยู่ระดับที่พอดีเท่านั้น

จึงจะสามารถต่อต้านโรคร้ายได้ อีกทั้งยังแนะนำอีกว่าการดื่มชาเขียวหรือชาดำจะสามารถช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งได้เช่นเดียวกัน เพราะชาเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์จึงมีสรรพคุณช่วยยับยั้งและป้องกันการเกิดเซลล์เนื้อร้ายภายในร่างกายเราได้

4. ลดความเสี่ยงได้ด้วยอาหารเสริม
การรับประทานอาหารเสริมจะช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมลงได้ โดยแพทย์หญิงซูซาน ลาร์ค, M.D. ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพในสตรี ได้แนะนำให้สาวๆ เรารับประทาน diindolylmethane (DIM) และแคลเซียม ดี-กลูคาเรท DIM ซึ่งหาทานได้ในพืชตระกูลกะหล่ำ(แต่อาจจะไม่มีประสิทธิภาพสูงมากเท่ายาที่ใช้ในการรักษาโรค)

แต่หากได้รับการบำบัดป้องกันทั้งสองวิธีนี้ย่อมสามารถช่วยให้ฮอร์โมนในร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในทางสมดุลได้มากขึ้น สำหรับสารอาหารอย่างแคลเซียมดี-กลูคาเรทจะช่วยให้ตับสามารถขับเอสโตรเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนวิตามินบีหลากหลายชนิดจะช่วยในเรื่องกระบวนการเมตาบอลิซึมสำหรับเอสโตรเจนในตับ นอกจากนี้ แชท ดาราม คาวเออร์, N.D. ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและการศึกษาด้านมะเร็งเต้านมได้แนะนำให้ทานวิตามินรวมหลายชนิด

รวมถึงโคคิว 10 และวิตามินซีในปริมาณสูง และควรทานเห็ดที่ให้คุณสมบัติในการรักษาและป้องกันโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างเช่นเห็ดไมตาเกะ (Maitake E-Frction) โดยอาจจะทานในรูปแบบอาหารเสริมที่สกัดจากเห็ดดังกล่าวอีกทีก็ได้

5. ออกกำลังกายป้องกันมะเร็ง
ศูนย์วิจัย Fred Hutchinson Cancer Research (FHCRC) ในเมืองซีแอตเติลได้บอกไว้ว่า การออกกำลังกายจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลงได้ 30-40% และผู้หญิงที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ซึ่งเป็นนักกีฬามักจะมีรอบเดือนช้ากว่า

ทำให้สามารถลดระยะเวลาต่อการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้มากกว่าเมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยหลังหมดประจำเดือน สำหรับการออกกำลังกายที่ดีที่สุดนั้น อาจจะไม่จำเป็นต้องเร่งออกกำลังกายแบบหักโหมมากเกินไป เพราะใช่ว่าจะดีต่อสุขภาพร่างกายเสมอไป แนะนำให้เดินเร็วก็นับว่าเพียงพอกับร่างกายแล้ว

การที่เราจะออกกำลังกายด้วยกีฬาประเภทใดก็ตาม ขอแค่เน้นออกเพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจมีจังหวะเร็วขึ้นก็นับว่าช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีแล้ว นอกจากทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นยังสามารถช่วยป้องกันโรคร้ายคุกคามอย่างมะเร็งเต้านมได้ดีอีกด้วย

6. ดูแลสุขภาพด้วยการใส่ใจพฤติกรรม
พยายามใช้ชีวิตให้ห่างจากสารพิษต่างๆ มากที่สุดและควรรับประทานอาหารที่ได้จากพืชพรรณธรรมชาติโดยควรหลีกเลี่ยงสารฆ่าแมลงและควรล้างผักผลไม้ให้สะอาดเพียงพอก่อนนำมารับประทานทุกครั้ง

นอกจากนี้ ควรเลิกดื่มเครื่องดื่มแลอกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ ทั้งยังไม่ควรปล่อยให้สภาพจิตใจเครียดจนเกินไป ควรหากิจกรรมผ่อนคลายทำเพื่อสร้างสรรค์ชีวิตให้มีความสนุกครื้นเครงบ้างและที่สำคัญควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร The Journal of the American Medical Association ระบุว่าความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งเต้านมจะสามารถลดลงได้หากเราลดปริมาณการใช้ยาปฏิชีวนะ

ดังนั้น นี่อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าศึกษาเรียนรู้ไว้เพื่อเราจะได้หาทนทางรักษาโรคด้วยวิถีทางแบบธรรมชาติควบคู่กันด้วยซึ่งย่อมดีกว่าการพึ่งพายาปฏิชีวะในยามเจ็บป่วยได้ดีอย่างมากทีเดียว

โรคมะเร็งเต้านมเป็นโรคที่มักเกิดขึ้นบ่อยในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ดังนั้น หากสาวๆ คนไหนที่ยังอายุไม่มากก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจไป บางทีโรคดังกล่าวอาจสามารถตรวจพบได้เร็วก็เป็นได้หากคนภายในครอบครัวของเราป่วยเป็นมะเร็งเต้านมมาแล้ว

เพราะฉะนั้น การรับมือป้องกันด้วยการหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพให้แข็งแรงตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วย 6 คำแนะนำดังกล่าวย่อมทำให้เราห่างไกลจากมะเร็งเต้านมได้อย่างอยู่หมัดแน่นอนค่ะ

ต่อมไทรอยด์ผิดปกติ โรคที่ไม่ควรนิ่งเฉย

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อที่อยู่บริเวณส่วนล่างของกลางลำคอ ทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งเป็นส่วนช่วยในการเผาผลาญให้เกิดพลังงานเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อต่อมไทรอยด์เกิดผิดปกติ จึงส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ และหากปล่อยให้ภาวะความผิดปกติเรื้อรังจนรุนแรง โอกาสเสียชีวิตก็อาจเพิ่มสูงขึ้นได้!!

“คอพอก” หนึ่งในความผิดปกติของขนาดต่อมไทรอยด์
คอพอก หรือ ภาวะต่อมไทรอยด์โต มีลักษณะของก้อนหลายแบบ เช่น โตทั่วทั้งต่อม โตเป็นก้อนเรียบที่ข้างใดข้างหนึ่ง โตแบบตะปุ่มตะป่ำ เป็นปุ่มก้อนเนื้อก้อนเดียวหรือหลายๆ ก้อน ซึ่งภาวะต่อมไทรอยด์โตนี้ส่วนใหญ่จะยังสามารถสร้างฮอร์โมนได้ตามปกติ ไม่มีอาการใดๆ นอกจากผู้ป่วยคลำพบก้อนเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ภาวะต่อมไทรอยด์โต อาจเกิดร่วมกับภาวะสร้างฮอร์โมนผิดกติ ส่งผลให้มีอาการแสดงของโรคไทรอยด์เป็นพิษได้

ใจสั่น นอนไม่หลับ อาการจาก “ไทรอยด์เป็นพิษ”
ไทรอยด์เป็นพิษ หรือ ภาวะที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป ส่งผลให้ระดับฮอร์โฒนในเลือดสูงกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงมักมีอาการแสดง เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น เหงื่อออกมาก หิวบ่อย เครียด นอนไม่หลับ บางรายอาจมีอาการถ่ายอุจจาระวันละ 2-3 ครั้งขึ้นไป หรืออาจเกิดภาวะตับโต ตัวและตาเหลือง ซึ่งในรายที่มีภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษรุนแรง อาจเกิด “หัวใจล้มเหลว” ได้!

เฉื่อยชา ง่วงบ่อย อีกหนึ่งอาการ เมื่อไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป
นอกจากความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ที่ทำงานมากเกินไป ในบางครั้งผู้ป่วยอาจประสบกับภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปได้เช่นกัน โดยอาการแสดงของภาวะนี้ คือ เฉื่อยชา ขี้เกียจ ง่วงหาวบ่อย คิดช้า ซึมเศร้า ในบางรายอาจมีอาการท้องผูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นตะคริวง่าย และในรายที่ระดับอาการรุนแรง อาจพบน้ำอยู่ในช่องต่างๆ เช่น ช่องปอด

การรักษา…เมื่อต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ
สำหรับผู้ป่วยที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป แพทย์จะยับยั้งการสร้างฮอร์โมนโดยการใช้ยา หรือการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ สุขภาพของตัวผู้ป่วย และดุลพินิจของแพทย์ ในขณะที่รายที่มีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปนั้น จะใช้การให้ฮอร์โมนไทรอยด์ เพื่อชดเชยฮอร์โมนที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เพียงพอ เป็นการรักษาสมดุลฮอร์โมนในอยู่ในระดับปกติ

เพราะการปล่อยให้ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติจนเข้าสู่ภาวะรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีโอกาสเสียชีวิตสูง การสังเกตอาการผิดปกติตลอดจนเมื่อพบก้อนเนื้อผิดปกติบริเวณลำคอ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะการมีก้อนโตบริเวณต่อมไทรอยด์นี้ อาจร้ายแรงถึงขั้นเป็น “มะเร็งต่อมไทรอยด์” ได้!!