การที่เราต้องดูแลเรื่องสุขภาพของตัวเอง

ด้วยในตอนนี้ประเทศไทยเรานั้นมีเรื่องเกี่ยวกับโรคระบาดโควิด 19 นั้นก็ทำให้คนไทยนั้นเริ่มที่เป็นห่วงสุขภาพของตัวเองและต้องการที่จะดูแลตัวเองเพราะว่ากลัวว่าถ้าเรานั้นติดเชื้อนั้นก็อาจจะทำให้ครอบครัวของเรานั้นเดือดร้อนแถมด้วยว่าโรคนี้นั้นเป็นโรคที่ติดต่อ สามารถติดต่อจากทางเดินหายใจ   เพราะว่าตอนนี้นั้นเรามีความรู้สึกว่าไม่ว่าเรานั้นจะเดินทางไปที่ไหนนั้นก็กลัวว่าจะติดโรคนี้ และด้วยว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีอาการที่ร้อนด้วยและเมื่อเวลาที่เรานั้นจะต้องเดินทางไปไหนมาไหนนั้นก็จะเจอแต่ฝุ่นควันเจอแต่มลภาวะที่พิษทั้งนั้นก็ทำให้ร่างกายของเรานั้นเริ่มที่จะแย่กลายเป็นภูมิแพ้เพราะว่าเกิดจากควันต่างๆ

         การที่เรานั้นต้องรู้จักวิธีป้องกันให้สุขภาพของเรานั้นไม่เป็นโรค  

คือการที่เรานั้นจะออกจากบ้านนั้นให้เรานั้นเอาผ้าปิดปากปิดจมูกด้วยและเรานั้นก็ต้อแงขยัญที่จะล้างมือนั้นๆบ่อยๆหรือว่าล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอร์ ด้วยการที่เรานั้นล้างมือและฆ่าเชื้อนั้นบ่อยๆ  การที่เรานั้นจามนั้นเราก็ต้องระวังตัวเองเอาไว้เพราะว่าเรานั้นอาจจะเป็นไข้หวัดนั้นก็ได้  ดังนั้นเราก็ต้องดูแลสุขภาพของเรานั้นให้แข็งแรง  ไม่ให้เป็นไข้  

  การที่เรานั้นขยันที่จะออกกำลังกายนั้นก็ช่วยเรานั้นได้มากเพราะว่าการที่เรานั้นมีร่างกายที่แข็งแรงนั้นจะทำให้เรานั้นมีสุขภาพที่ดีและเรานั้นจะห่างจากโรคภัยที่เรานั้นกลัว  อีกอย่างทำให้เรานั้นมีร่างกายที่แข็งแรงนั้นอีกด้วยแต่ว่าการที่เรานั้นนออกกำลังกายนั้นเสร็จแล้วนั้นเราก็ต้องควรที่จะล้างมือ  หรือว่าอาบน้ำเพราะว้าจะได้ไม่มีเชื้อโรค ที่ตามมากับเสื้อผ้าของเราและอีกอย่างนั้นเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เรานั้นเป็นโรคที่เป็นกันอยู่ในตอนนี้  

   ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้นเราก็ต้องใส่ใจเพราะว่าด้วยโรคภัยเดี่ยวนี้นั้นก็มาจากการที่เรานั้นกินอะไรที่เรานั้นไม่ใช้ช้อนกลาง หรือว่าเรานั้นติดโรคจากการที่เรานั้นกินช้อนเดียวกันนั้นมีเยอะแยะ  ดังนั้นการที่เรานั้นจะกินอะไรก็แล้วแต่นั้นเราก็ควรที่จะใช้ช้อนกลางเพื่อที่เรานั้นต้องรักษาสุขภาพของเรานั้นเพราะว่าเรานั้นเชื่อว่าทุกคนนั้นก็มีบทบาทและหน้าที่เรานั้นต้องรับผิดชอบกันทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือชาย  ดังนั้นเราควรที่จะใส่ใจเรื่องของสุขภาพเพื่อที่เรานั้นจะได้ห่างไกลจากโรคและก็ทำให้เรานั้นมีสุขภาพที่ดีอีกด้วยนะครับ 

 

 

สนับสนุนโดย  การแทงหวยออนไลน์ คืออะไร

10 นิสัย ที่ทำให้คุณอ้วน

คุณรู้มั้ยว่า นิสัยบางอย่างของคุณสามารถทำให้คุณอ้วนขึ้นและเป็นอุปสรรคกับการลดน้ำหนัก หรือ ไดเอท ของคุณด้วยนะ  การที่เราตั้งใจลดน้ำหนัก หรือ ไดเอท อย่างหนัก แต่ยังมีนิสัยเหล่านี้อยู่อาจจะทำให้คุณเหนื่อยฟรีก็ได้นะ ลองไปเช็คกับดูสิว่าคุณมีนิสัย 10 ข้อนี้หรือไม่

  1. กินข้าวเร็วไป ก็เวลากินข้าวที่ไร กินเร็วเสร็จก่อนคนอื่นทุกที คุณรู้หรือไม่ว่าการกินเร็วทำให้ร่างกายกินอาหาร เยอะเกินไป เพราะคุณจะรู้สึกอิ่มอีกทีคุณก็อิ่มตัวจะแตกไปแล้ว ลองกินช้าๆลงดูสิและพอเริ่มรู้สึกอิ่มนิดหน่อย คุณก็หยุดได้เลย เพราะอีกสักพักคุณก็จะรู้สึกอิ่มกำลังดีพอดี
  2.  ดูทีวี และ กินไปด้วย  ใครๆก็ชอบทำแบบนี้นะ แต่คุณรู้มั้ยว่าเป็นนิสัยในการทำให้คุณกินไปเรื่อยๆ เพราะคุณเองก็ดูทีวีไปเรื่อยๆ รู้สึกตัวอีกทีก็กินไปเยอะแล้วนะสิ
  3. เสียดายจัง ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กินอาหารอิ่มแล้วแต่รู้สึกเสียดาย แล้วต้องกลับมากินให้หมด คุณเลิกนิสัยนี้ มันจะทำให้คุณอ้วนง่าย
  4. เครียดจัง ขอกินหน่อย เครียดที่ไร เผลอกินเยอะทุกที การที่คุณเครียดคุณสามารถเลือกวิธีอื่นที่จะบรรเทาความเครียดได้นะ อย่างออกกำลังกาย ฟังเพลง อ่านหนังสือ ดีกว่าเยอะเลย 
  5. กินอาหารคาวเสร็จ ของหวานต่อเลย การที่คุณกินอาหาคาวทุกครั้งและต้องกินของหวานตาม มันเป็นนิสัยที่ทำให้คุณอ้วนง่ายนะ ถ้านานๆทีจะดีกว่านะ อย่าเป็นทุกมื้อเลย
  6. ให้รางวัลโดยการกิน ไม่จำเป็นเลยนะที่คุณจะให้รางวัลตัวเองด้วยการกิน คุณลองเปลี่ยนเป็นซื้อของสักชิ้นที่คุณชอบ อย่าง เครื่องออกกำลังกาย หนังสือสักเล่ม ไม่เพิ่มแคลอรี่ที่ไม่จำเป็นด้วยนะ
  7. ต้องเอาให้คุ้ม กินบุฟเฟ่ต์ทีไรจะเอาให้คุ้มให้ได้ จะกินให้ครบทุกอย่าง กินให้เยอะไว้ก่อน คุณรู้มั้ยว่าการที่ลดมาทั้งเดือนของคุณจะพังก็เพราะการกินบุฟเฟ่ต์แบบนี้!
  8. ล้มเลิกอะไรง่ายๆ การที่คุณมีเป้าหมายที่ลดน้ำหนัก หรือ ได้เอท และคุณก็เลิอกล้มมันง่ายๆเพราะคุณยังทำไม่ได้ตามที่หวังไว้ คุณก็จะแพ้ทุกครั้งที่เริ่มทำ เพราะใจคุณเองที่มันล้มเลิกไป
  9. ขี้เกียจออกกำลังกาย วิธีที่จะช่วยคุณลดน้ำหนักที่ดีอีกทางนอกจากการเลือกกินดี ก็คือการออกกำลังกายนี่ละ อย่าขี้เกียจเลย แค่หาเวลาให้มันบ้างเท่านั้นเอง
  10.  ติดน้ำหวาน ชา กาแฟ ที่หวานมัน นี่คือแหล่งอ้วนดีๆนี่ละ คุณควรจะเลิกมันไปตลอดกาล รับรองว่าเลิอกแล้วการลดน้ำหนักของคุณจะง่ายขึ้นแน่นอน 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  วิธีสมัครเล่นหวยฮานอย

เลิกบุหรี่แบบ ค่อยๆลด จำนวนลง

การตัดสินใจที่จะเลิกบุหรี่คือ การตัดสินใจที่สำคัญและไม่ง่าย ซึ่งจำเป็นที่คุณควรต้องเลือกกรรมวิธีการที่เหมาะที่สุดกับคุณ

คุณอาจตัดสินใจเลิกแบบเด็ดขาดโดยหักดิบ หรือจะค่อยๆลดปริมาณบุหรี่ที่คุณสูบลงทีละเล็กละน้อย ขึ้นอยู่กับคุณ ซึ่งถ้าหากคุณตกลงใจที่จะเลิกแบบค่อยๆลด คุณก็จำเป็นต้องรู้กรรมวิธีลด แล้วก็รู้ว่าจะจัดการกับมันตลอดเส้นทางการลดได้อย่างไร

พวกเรามั่นใจว่าคุณกำลังทำสิ่งที่น่าทึ่ง การเลิกบุหรี่เป็นการผจญภัยอย่างหนึ่ง และก็พวกเราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือคุณทุกๆขั้นตอน

สิ่งที่คุณควรในระหว่างการเลิกบุหรี่แบบค่อยๆ ลด

เมื่อตกลงใจว่าจะเลิกแบบค่อยๆลด คุณจำเป็นต้องคิดถึงแล้วก็ทำสิ่งเหล่านี้

-คุณน่าจะค่อยๆปรับพฤติกรรมเพื่อลดนิสัยหรือพฤติกรรมบางสิ่งบางอย่างที่ผูกกับการสูบบุหรี่ทีละเล็กละน้อย เพื่อให้เลิกได้ถาวร แล้วก็การถูกกระตุ้นกลับมาสูบใหม่จะน้อยลง

-คุณควรจะฉลองให้กับชัยชนะเล็กๆในช่วงเวลาที่คุณลด เพื่อสร้างความมั่นใจของคุณให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

-คุณควรต้องค่อยๆก้าวข้ามผ่านทีละเสต็ปช่วง อย่าอยู่นิ่งกับจุดเดิม ถ้าเกิดจะเผลอกลับไปสูบบ้างก็ช่างเถอะ รู้ให้ทัน แล้วก็จัดการกับมัน

-คุณสามารถทำกิจวัตรประจำวันทั่วๆไป เหมือนที่คุณทำตามปกติ ตลอดระยะเวลาการลดบุหรี่ของคุณ

ความสำเร็จในการเลิกแบบค่อยๆ ลด

คุณเคยพบอุปสรรคในการเลิกบุหรี่มาก่อนไหม การเลิกแบบค่อยๆ ลดจำนวนบุหรี่ที่สูบไปพร้อมๆ กับโปรแกรม “ลดเพื่อเลิก” ของเรา คุณจะเพิ่มโอกาสในการเลิกอย่างเด็ดขาดได้ถึง 4 เท่า

ลดเพื่อเลิก คือการที่คุณค่อยๆ ลดจำนวนของบุหรี่ที่สูบลงทีละน้อย และใช้ตัวช่วยนิโคติน เข้าไปช่วยทดแทนมวนบุหรี่ และจัดการกับอาการอยากนิโคติน หรือ อยากบุหรี่ ในระหว่างมวนที่ลดลง

แนะนำให้คุณตั้งเป้าหมายหลังจากที่เริ่มลด จนเลิกบุหรี่ได้เด็ดขาดภายใน 6 เดือน อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงคำแนะนำ หากคุณไม่สามารถเลิกได้อย่างเด็ดขาดหลังพ้น 6 เดือนไปแล้ว สามารถ สอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมได้

ปริมาณที่แนะนำ

นี่คือปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการ ลดเพื่อเลิก

-0 – 6 สัปดาห์ : ผ่อนคลายไปกับมัน  ระบุจำนวนบุหรี่ที่น้อยที่สุดต่อวันที่คุณต้องการ แล้วทดแทนส่วนที่เหลือด้วยนิโคตินทดแทน

-6 – 16 สัปดาห์: ลดปริมาณลง 50 เปอร์เซ็นต์  กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน และทิ้งหรือออกห่างบุหรี่ที่อยู่ใกล้ตัวคุณ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ทำให้คุณอยาก เช่น หลังตื่นนอน หรือหลังอาหาร แล้วใช้ตัวช่วยนิโคตินทดแทน เพื่อจัดการกับอาการอยากและการขาดนิโคติน ซึ่งคุณเริ่มคุ้นเคยกับมันแล้ว โดยช่วงเวลา 16 สัปดาห์ คุณควรตั้งเป้าหมายว่าต้องลดลงให้ได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนบุหรี่ที่คุณสูบต่อวันก่อนเริ่มวิธีการนี้

-6 – 24 สัปดาห์ : ใกล้เส้นชัย  ลดจำนวนบุหรี่ต่อวันลงอย่างต่อเนื่องในขณะที่จัดการกับอาการอยากนิโคตินและอาการจากการขาดนิโคตินด้วยตัวช่วยนิโคตินทดแทน

ขอแสดงความยินดีที่เดินมาไกลขนาดนี้ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาคุณได้ลดการพึ่งพาบุหรี่ลง และเตรียมพร้อมมากขึ้นที่จะเลิกได้อย่างเด็ดขาด

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick รีวิว

4 เทคนิค “ลดหุ่น” ง่ายๆ

4 เทคนิค “ลดหุ่น” ง่ายๆ

1. ลดรับประทานเค็ม

ต่อให้รับประทานอาหารลดลงแล้ว แต่ถ้ายังรับประทานอาหารรสจัด โดยเฉพาะรสเค็ม เพราะเสี่ยงน้ำหนักลงยากขึ้น ด้วยเหตุว่าโซเดียมทำให้ตัวบวม โซเดียมที่สะสมอยู่ภายในร่างกายมากจนเกินความจำเป็นในจำนวน 400 มก. ทำให้น้ำหนักตัวมากขึ้นกว่า 1 โล เลยทีเดียว ด้วยเหตุดังกล่าวคนใดที่ตั้งจิตใจจะลดหุ่นด้วยการกินตำส้มปูปลาร้า ยำต่างๆ โปรดระวังการปรุงรสด้วย อย่าแต่งรสจัดจ้านมากไป นอกเหนือจากนั้น การกินรสเค็มมากๆ ยังเป็นการเพิ่มระดับเกรลิน (ฮอร์โมนหิว) เลยอาจจะส่งผลให้พวกเรายิ่งเจริญอาหารมากยิ่งกว่าเดิมได้อีกด้วย ต้องการจะชี้แนะให้ลดการปรุงรสของกิน ไม่ใช่แค่รสเค็ม รวมทั้งรสหวาน (น้ำตาล) และก็มัน (จากไขมันไม่ดี) ด้วย

2. เน้นย้ำโปรตีนดี ไขมันดี แป้งเชิงซ้อน รวมทั้งใยอาหารสูง

ตอนลดหุ่น นอกเหนือจากที่จะจำกัดจำนวนของกินที่กินแล้ว ควรจะย้ำไปที่ของกินชนิดโปรตีนดี (ไขมันจากสัตว์น้อย อย่างพวก อกไก่ ไข่ขาว เนื้อปลาเลาะหนัง ถั่วต่างๆ) ไขมันดี (น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะกอก อะโวคาโด) แป้งเชิงซ้อน (ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท) พวกใยอาหารสูง (เมล็ดพืชต่างๆ ผักผลไม้สด ไม่คั้นแยกกาก) รวมทั้งอย่าลืมว่าจำเป็นต้องรับประทานให้ครบ 5 กลุ่มทุกมื้อ

3. ทานอาหารให้ตรงเวลา

ต้องการให้ลืมหัวข้อการแบ่งมื้อของกินออกเป็นหลายๆ มื้อ เพื่อให้ท้องอิ่มอยู่เสมอ เพราะว่าในความเป็นจริงแล้วการปลดปล่อยให้ร่างกายไปสู่โหมด fasting หรือไม่กินอาหารบ้าง จะมีผลดีต่อสถาพทางร่างกายได้มากกว่า รวมทั้งตอนที่ลดความอ้วนด้วย ด้วยเหตุนี้การกินให้ตามกำหนด ไม่มีมื้อย่อย มื้อของกินเล่น มื้อสาย หรือมื้อดึกดื่น จะช่วยทำให้ลดหุ่นได้เร็วมากยิ่งกว่าเดิมกว่า

4. บริหารร่างกายอีกทั้งคาร์ดิโอ รวมทั้งเวทเทรนนิ่ง

คนไม่ใช่น้อยที่กำลังลดความอ้วนบางทีอาจจะวิ่ง ขี่จักรยาน ว่าย หรือเต้นแอโรบิคเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งเป็นการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินของร่างกายออกไปอย่างสำเร็จ แม้กระนั้นที่จริงแล้วถ้าต้องการบริหารร่างกายด้วยคาร์ดิโออย่างมีคุณภาพ สามารถเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น แม้ว่าจะใช้เวลาเหมือนเดิม ต้องบริหารร่างกายแบบเวทเทรนนิ่งพร้อมๆกันด้วย เพื่อสร้างเสริมกล้ามให้แข็งแรง สามารถคาร์ดิโอเจริญเพิ่มขึ้น ดังเช่น กล้ามเนื้อขาแข็งแรง หัวใจแข็งแรง ก็จะสามารถวิ่งได้นานขึ้น ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ หรือแอโรบิคได้นานขึ้นนั่นเอง

สิ่งจำเป็นที่สุดของการลดความอ้วน คือ การมีวินัยในตนเอง ทำให้ได้แบบเดิมเรื่อยๆ นานๆไม่ใจอ่อนเผลอทานอาหารพลังงานสูง หรือเว้นจากการบริหารร่างกายไปนานๆ และก็จำต้องให้เวลากับการลดความอ้วน อย่าใจร้อน ไม่สมควรน้ำหนักลดเกิน 1 กิโลต่ออาทิตย์ และไม่เกิน 4 โลต่อเดือน เพราะว่าถ้าเกิดน้ำหนักน้อยลงเร็วทันใจเหลือเกิน จะทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกาย แล้วก็ยังมีการเสี่ยงที่น้ำหนักจะกลับมาเหมือนเดิม หรือมากยิ่งกว่าเดิม เนื่องจากการเผาพลังงานภายในร่างกายแปรปรวนไปได้อีกด้วย

การรักษาเส้นเอ็นไหล่ฉีก

ภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด สามารถสรุปสาเหตุใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ การฉีกขาดจากการเกิดอุบัติเหตุ และการฉีกขาดจากการเสื่อมสภาพ การฉีกขาดที่เกิดจากความเสื่อมของเส้นเอ็นหรือภาวะหินปูนในข้อไหล่ อาการปวดจะค่อยเป็นค่อยไป ตอนแรกอาจปวดไม่มากหรือหายไปเอง ต่อมาอาการปวดอาตรุนแรงขึ้นหรือถี่ขึ้น มีความยากลำบากในการใช้งานมากขึ้นหรือไหล่ติดมากขึ้น และมีอาการปวดตอนนอนตะแคงมากขึ้น

การตรวจวินิจฉัย
ในการรักษาผู้ป่วยเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาดสิ่งที่แพทย์จะทำเมื่อผู้ป่วยมาพบ คือ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และ อาจทำเอ็กซ์เรย์หรือMRI (เอ็กซ์เรย์แม่เหล็กไฟฟ้า) ซึ่งเป็นอันที่สามารถดูเส้นเอ็น Rotator cuff ได้เป็นอย่างดี
การรักษา
ขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยมีอการปวดรุนแรงถึงขั้นไหน และอาการของภาวะเส้นเอ็นไหล่ฉีกขาด ณ ตอนมาพบแพทย์นั้นมีลักษณะความหนักเบาถึงขั้นไหน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา รวมถึงการปฏิบัติตัว ดูแลตัวเอง รวมถึงรบกวนการใช้งานของไหล่ในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้การรักษาอาจแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

1.การรักษาแบบไม่ผ่าตัด
สำหรับผู้ป่วยที่พึ่งเริ่มมีอาการหรือลักษณะอาการยังไม่หนักหนาสาหัส สามารถรักษาโดยการให้ยาได้ โดยรับประทานยาพร้อมๆ กับการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูไหล่ให้มีการใช้งาน ทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น ร่วมกับการพักไหล่และปรับปรุงการใช้งานของไหล่ ประมาณ50% ของผู้ป่วยในกลุ่มที่มีเส้นเอ็นฉีกขาดบางส่วนจะดีขึ้นและสามารถกลับไปใช้งานไหล่ได้อย่างปกติหรือใกล้เคียงปกติ บางครั้งแพทย์อาจใช้วิธีฉีดยา (ยาสเตียรอยด์หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตีรอยด์) เข้าไปที่ข้อไหล่ถ้ารักษาโดยยารับประทานและ/หรือกายภาพแล้วยังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ข้อดีของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
เหตุผลที่สำคัญของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด คือ ป้องกันความเสี่ยงหลังการผ่าตัดไม่ว่าจะเป็นภาวะติดเชื้อ ภาวะไหล่ติด ภาวะแทรกซ้อนจากการดมยา ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยในการผ่าตัดแบบส่องกล้องเย็บกรอหินปูนและเย็บซ่อมอมเส้นเอ็นหัวไหล่ ซึ่งผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการผ่าตัดก็ไม่ต้องเสี่ยงกับภาวะเหล่านี้ ในความเป็นไปได้ในการรักษาก็อาจจะมีมากกว่า

ข้อเสียของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด
คือขนาดของเส้นเอ็นที่ฉีกขาดอาจขยายขนาดใหญ่ขึ้น อาจมีการจำกัดการใช้งานในบางท่า กำลังของการใช้งานอาจลดลง

2.การรักษาโดยการผ่าตัด
การรักษาโดยการผ่าตัดอาจเป็นการักษาในขั้นสุดท้าย สำหรับผู้ที่เป็นมานานและอาการสาหัส หรือในผู้ที่รักษาแบบไม่ผ่าตัดมานานแล้วแต่ก็ไม่หายสักที โดยแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ยังต้องใช้งานไหล่มากหรือนักกีฬาที่ต้องใช้ไหล่ หรือผู้ป่วยอุบัติเหตุและมีภาวะเส้นเอ็นฉีกขาดร่วมด้วย

ปัจจุบันการผ่าตัดใช้วิธีส่องกล้องเย็บซ่อมเส้นเอ็นไหล่และ/หรือกรอหินปูน จะให้ผลการรักษาที่ค่อนข้างดีมาก ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดน้อย ผู้ป่วยสามารถเริ่มกายภาพหลังผ่าตัดได้อย่างรวดเร็วคือหลังผ่าตัดในวันรุ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการรักษาในผู้ที่ไม่ต้องการปล่อยให้เรื้อรัง ทั้งนี้ขึ้นอยุ่กับแพทย์และความต้องการของผู้ป่วยในการรักษาด้วย

กินของร้อนมากๆ เสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารจริงหรือ?

มะเร็งหลอดอาหาร เกิดขึ้นได้อย่างไร?
โรคมะเร็ง เมื่อพูดถึงโรคนี้ เชื่อว่าหลายคงคงทราบกันว่าเกิดจากร่างกายเรามีความผิดปกติเกิดขึ้น สิ่งผิดปกติที่เกิดหรือเป็นขึ้นมาเอง โดยทั้งนี้ไม่ได้มีสาเหตุที่ชัดเจนเลยว่าเพราะอะไรถึงเป็นโรคมะเร็ง เพียงแต่พฤติกรรมบางอย่างของเรานั่นเองที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงหลายๆ อย่างในการเป็นมะเร็ง ดังนั้นจึงตอบคำถามของสาเหตุที่เป็นมะเร็งอย่างแน่ชัดไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ สาเหตุมาได้จากหลากหลายปัจจัย

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลอดอาหาร

– ดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่อย่างหนัก เป็นระยะเวลานาน

– บริโภคอาหารบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น อาหารที่มีสารไนโตรซามีน อย่างอาหารประเภทเนื้อ อาหารที่ใส่สารกันบูด อาหารประเภทย่าง หรือเครื่องปรุงรสอย่างพริก และพริกไทย

– เป็นผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุภายในหลอดอาหารเกิดอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เซลล์ผิดปกติจนเกิดเป็นมะเร็งได้

– ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในหลอดอาหาร

– เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุหลอดอาหารอย่างรุนแรง จากการกระทำ เช่น กลืนน้ำยาล้างห้องน้ำ กลืนน้ำกรด น้ำด่าง

– รับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ และแร่ธาตุน้อย

– อยู่ในภาวะอ้วน

และสาเหตุอื่นๆ

อาการของมะเร็งหลอดเลือดอาหาร

1. เริ่มรู้สึกว่าเมื่อรับประทานอาหารที่มีลักษณะแข็งแล้วรู้สึกฝืดเคืองที่คอ กลืนไม่ค่อยได้ อาหารแข็ง เช่น ไก่ย่าง หมูทอด ผลไม้ต่างๆ

2. เริ่มมีความรู้สึกว่าเวลากลืนอาหารทำไมลำบาก กลืนได้ยากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารแข็ง หรือเหลว

3. อาจจะกลืนอะไรไม่ค่อยลง จนทำให้ต้องขย้อน หรืออาเจียนออกมา

4. ทานอะไรไม่ลง น้ำหนักเริ่มลด ร่างกายซูบผอม อ่อนเพลีย เพราะขาดอาหาร

5. อาจพบอาการข้างเคียงอาการแทรกซ้อนเพิ่มเติม เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดหัว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ ไอ หรือเจ็บบริเวณกระดูกหน้าอก หรือในลำคอ เป็นต้น

ดังนั้น ในการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ยังคงร้อนอยู่ อาจจะไม่ได้มีผลถึงกับทำให้เป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารหรือหลอดอาหารเป็นแผล แต่หากอาหารร้อนมากเกินไป อาจส่งผลกระทบอวัยวะส่วนอื่นได้ โดยอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณปากได้รับบาดเจ็บจนเป็นแผล เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดก็ควรจะรับประทานอาหารที่มีความร้อนเหมาะสม ไม่ลวกปาก ลวกลิ้นจนพองกันบ่อยๆ ดีกว่าค่ะ

โรคโลหิตจางกับอาหารช่วยบรรเทา

โรคโลหิตจาง (anemia) เป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในเพศหญิง และมีโอกาสในการเกิดอาการต่างๆ เช่น ความเหนื่อยล้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง อาการปวดหัว ผิวหนังซีด และสูญเสียความทรงจำ ผู้คนจึงควรตระหนักถึงโรคโลหิตจางและอาการของมันอย่างจริงจัง และเพื่อรับมือกับอาการของโรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจาง คืออะไร?
โรคโลหิตจาง เป็นอาการที่เลือดไม่สามารถผลิตฮีโมโกลบินหรือเซลล์เม็ดเลือดแดงได้อย่างเพียงพอ ฮีโมโกลบินเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์เม็ดเลือดแดง ที่มีหน้าที่ในการขนส่งออกซิเจน ดังนั้น หากคุณมีภาวะโลหิตจาง เซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเราจะไม่สามารถรับออกซิเจนได้เพียงพอ จะทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย ผิวหนังซีด และหายใจไม่ออก

ประเภทของโรคโลหิตจาง

โรคโลหิตจางมีหลากหลายประเภท ได้แก่

  • โรคทางกรรมพันธุ์ เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (thalassemia) โรคโลหิตจางเม็ดเลือดแดงรูปเคียว (sickle cell) โรคโลหิตจางชนิดร้ายแรง (pernicious anemia)
  • การดูดซึมผิดปกติ เช่น โรคโลหิตจางจากการขาดกรดโฟลิก (megaloblastic anemia) การขาดสารอาหาร เช่น ภาวะขาดวิตามิน ภาวะขาดธาตุเหล็ก

สมุนไพรสำหรับโรคโลหิตจาง

  • ผักกาดส้ม
    เพราะความสามารถอันยอดเยี่ยมในการเพิ่มระดับฮีโมโกลบินได้อย่างรวดเร็ว ผักกาดส้ม (Yellow Dock) จึงเป็นสมุนไพรที่ได้รับการแนะนำอย่างมากในการรักษาโรคโลหิตจาง ผักกาดส้มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บธาตุเหล็กของตับ จึงกลายเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคโลหิตจาง โดยทั่วไป สมุนไพรชนิดนี้จะไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จึงเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัยมากๆ นอกจากนี้ ผักกาดส้มยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กจำนวนมาก คุณสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของมันได้โดยการผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ อย่างเช่น ดอกโคลเวอร์แดง หรือดอกโบตั๋น

 

  • ถั่วอัลฟัลฟา
    ถั่วอัลฟัลฟา (Alfalfa) สามารถเพิ่มปริมาณเลือดของคุณ เพราะมีจำนวนของโฟโตเคมีคัล (photo-chemical) อยู่จำนวนมาก ถั่วอัลฟัลฟายังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กจำนวนมาก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ป่วยโลหิตจาง ผู้คนมักจะใช้ถั่วชนิดนี้ลงไปในแซนด์วิช สลัด หรือแม้กระทั่งใช้ทำอาหาร

 

  • มะขามป้อม
    มะขามป้อมเป็นแหล่งรวมวิตามิน ซี จำนวนมาก และเป็นที่ทราบกันดีว่า วิตามิน ซี มีบทบาทสำคัญมากต่อการดูดซึมธาตุเหล็กในเลือด คุณสามารถเพิ่มรสชาติของน้ำมะขามป้อมได้ด้วยการใส่น้ำผึ้งลงไป

 

  • แดนดิไลออน และรากโกโบ
    ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลหากนำแดนดิไลออน (Dandelion) และรากโกโบ (Burdock root) มาใช้ร่วมกัน ความสามารถที่ได้จากการผสมผสาน 2 สิ่งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร และเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการบรรเทาโรคโลหิตจาง โดยเฉพาะกับโรคโลหิตจางที่ขาดแคลนธาตุ B12 โรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก

โรคโลหิตจางโดยทั่วไปมีสาเหตุเกิดจากการขาดแคลนธาตุเหล็ก ธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการผลิตฮีโมโกลบิน ซึ่งสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ ตับ ผักใบเขียวเข้ม นอกเหนือจากการเพิ่มธาตุเหล็กลงไปในอาหาร คุณยังสามารถใช้สมุนไพรที่เป็นตัวสนับสนุนสำคัญในการจัดการกับโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก พืชตระกูลส้มที่อุดมไปด้วย วิตามิน ซี ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาการดูดซึมธาตุเหล็กได้มากขึ้น ในบรรดาพืชตระกูลส้ม น้ำมะนาวจัดว่ามีประสิทธิภาพมากที่สุดในเรื่องนี้ ต้นเนตเทิล (nettle) นอกเหนือจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ยังอุดมไปด้วยวิตามิน เอ บี และเค วิตามินเหล่านี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาระบบดูดซับธาตุเหล็กของร่างกายให้ดีขึ้น เนื่องด้วยรสชาติที่ดี บวกกับการอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก จึงทำให้อะโวคาโดกลายมาเป็นตัวเลือกที่ดีในการรักษาโรคโลหิตจาง

เป็นโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปีและมีวิธีการรักษาโรคตับแข็งได้อย่างไร

เป็นโรคตับแข็งอยู่ได้กี่ปีและมีวิธีการรักษาโรคตับแข็งได้อย่างไร

โดยพื้นฐานแล้วโรคตับแข็งไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ แต่เป็นการรักษาแบบประคับประคอง เพื่อให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงกว่าเดิม และไม่ให้มีภาวะโรคอื่นแทรกซ้อนเข้ามาเพิ่ม เพราะเมื่อตับถูกทำลายไปแล้วเป็นไปได้ยากที่จะสามารถฟื้นฟูตัวเองกลับมาเป็นปกติได้ ดั้งนั้นการรักษาที่ถูกต้นควรหาสาเหตุต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคตับ ทั้งนี้วิธีการรักษาอาจจะต้องดูตามสถานการณ์ของอาการ สาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดโรค บางรายที่เป็นโรคตับระยะรุนแรงแล้ว อาจจะต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล หากเป็นในช่วงแรกอาจจะต้องได้รับการรักษาโดยควบคุมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันดังนี้

  1. หยุดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮออล์ทุกชนิด เนื่องจากทราบกันดีอยู่แล้วว่าแอลกอฮอลล์เป็นสาเหตุที่ทำให้เนื้อเยื่อตับถูกทำลายได้มากที่สุด ผู้ป่วยร้อยละ 70% ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับแข็งมักจะเกิดจากการดื่มแอลกอฮอลล์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆหลายปี ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคตับแข็งและเสียชีวิตมากที่สุด โดยผู้ป่วยต้องงด ได้รับการรักษาหรือเข้ารับการบำบัดอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการลงแดง หรืออยากดื่ม ต้องค่อยๆลดปริมาณในช่วงแรกไปจนถึงเลิกดื่มถาวร
  2. รับประทานยาเพื่อช่วยควบคุมโรคไวรัสตับอักเสบ โดยเมื่อได้ไปพบแพทย์ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี แพทย์จะมีการจ่ายยาประเภท สเตียรอยด์หรือยาต้านไวรัส เพื่อช่วยไม่ให้เซลล์ตับถูกทำลายมากขึ้น และลงจำนวนของไวรัสให้ลดลง
  3. ลดน้ำหนัก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่า ภาวะไขมันเกาะที่ตับนั้นไม่ได้มีสาเหตุจากการดื่มสุรา ควรออกกำลังกายบ่อยๆ เพื่อลดไขมันและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้น้อยลง นอกจากจะช่วยป้องกันการเกิดโรคตับแล้วยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคอื่นๆได้อีกด้วย

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้วอาจมีการดูแลรักษาโรคตับอื่นๆอีก หากใครมีผู้ป่วย ญาติ คนใกล้ชิดที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็งอยู่นี้ ควรได้รับคำปรึกษาอย่างถูกต้องรวมไปถึงข้อมูลต่างๆที่จะช่วยไม่ให้เกิดโรคตับแข็งได้